VAT, service charge และภาษีหัก ณ ที่จ่าย ที่เจ้าของที่พักต้องรู้
สรุปเกณฑ์จดทะเบียน VAT ของที่พัก วิธีคิด service charge กับ VAT และกรณีลูกค้านิติบุคคลหักภาษี ณ ที่จ่ายจากค่าห้อง พร้อมค่าธรรมเนียมท้องถิ่นที่มักถูกลืม
สามคำนี้ปนกันบ่อยที่สุดในบิลของที่พัก และความสับสนมักโผล่ตอนลูกค้าบริษัทขอเอกสาร หรือตอนที่ยอดโอนเข้าบัญชีไม่ตรงกับยอดในบิล บทความนี้แยกให้เห็นว่าแต่ละอย่างคืออะไร ใครเป็นคนจ่าย และเอกสารคนละใบกันอย่างไร
VAT ต้องจดเมื่อไหร่ และคิดอย่างไร
ผู้ประกอบการที่มีรายรับจากการขายสินค้าหรือให้บริการ เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี มีหน้าที่จดทะเบียน ภาษีมูลค่าเพิ่ม โดยต้องยื่นคำขอภายใน 30 วันนับแต่วันที่มีรายรับเกินเกณฑ์ ส่วนกิจการที่รายรับยังไม่ถึงเกณฑ์จะได้รับยกเว้น แต่จดทะเบียนโดยสมัครใจก็ได้
อัตราปัจจุบันคือ 7% ซึ่งประกอบด้วยภาษีมูลค่าเพิ่มและภาษีท้องถิ่นรวมกัน อัตรานี้เป็นอัตราที่ลดลงจากอัตราปกติและมีการต่ออายุเป็นช่วง ๆ ตามพระราชกฤษฎีกา จึงควรตรวจสอบฉบับล่าสุดกับกรมสรรพากรทุกครั้งที่วางแผนราคาระยะยาว
จุดที่ที่พักควรจำมีสองข้อ ข้อแรกคือ ฐานภาษีคือมูลค่าทั้งหมดที่ได้รับหรือพึงได้รับ ไม่ใช่เฉพาะค่าห้อง จึงรวมค่าบริการและรายการเสริมต่าง ๆ ที่เรียกเก็บด้วย ข้อสองคือ ความรับผิดในการเสียภาษีของการให้บริการเกิดขึ้นเมื่อได้รับชำระราคา ซึ่งหมายความว่าเงินมัดจำที่รับล่วงหน้าก็เข้าข่ายแล้ว รายละเอียดเรื่องนี้อยู่ในบทความเรื่องการเก็บมัดจำ
เมื่อจดทะเบียนแล้วจึงจะออกใบกำกับภาษี ได้ ส่วนที่พักที่ยังไม่ถึงเกณฑ์ยังต้องออกใบเสร็จรับเงิน ให้ลูกค้าตามปกติ
service charge เก็บได้ไหม และคิดก่อนหรือหลัง VAT
Service charge ไม่ใช่ค่าบริการที่กฎหมายบังคับให้ที่พักเก็บ เป็นนโยบายของแต่ละแห่ง แต่ถ้าจะเก็บ ต้องแสดงราคาและค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมให้ผู้บริโภคเห็นชัดเจนตามประกาศคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ ฉบับที่ 69 พ.ศ. 2565 ถ้าไม่แสดงไว้ให้ชัด ผู้บริโภคมีสิทธิปฏิเสธการจ่ายส่วนนั้นได้
ลำดับการคำนวณคือคิด service charge ก่อน แล้วจึงคิด VAT จากยอดรวม เพราะ service charge ถือเป็นส่วนหนึ่งของมูลค่าที่ได้รับ
| รายการ | จำนวน |
|---|---|
| ค่าห้อง | 1,000.00 |
| Service charge 10% | 100.00 |
| ยอดก่อน VAT | 1,100.00 |
| VAT 7% | 77.00 |
| รวมที่ลูกค้าจ่าย | 1,177.00 |
สิ่งที่ควรทำคือแสดงทั้งสามบรรทัดนี้บนใบเสร็จเสมอ อย่ารวบเป็นยอดเดียว เพราะลูกค้านิติบุคคลต้องการเห็นการแยกรายการ และการแยกไว้ตั้งแต่ต้นช่วยให้ตอบคำถามได้โดยไม่ต้องคำนวณย้อนหลัง
ภาษีหัก ณ ที่จ่าย เมื่อบริษัทมาพัก
นี่คือจุดที่เข้าใจผิดกันมากที่สุด หลายที่พักถูกลูกค้านิติบุคคลหัก ภาษีหัก ณ ที่จ่าย 3% จากค่าห้องโดยอัตโนมัติ ทั้งที่คำสั่งกรมสรรพากรที่ ท.ป.4/2528 ข้อ 12/1 ซึ่งเป็นข้อที่กำหนดให้หัก 3% สำหรับค่าจ้างทำของและค่าบริการ ระบุไว้ชัดว่าไม่รวมถึงค่าบริการของโรงแรม ค่าบริการของภัตตาคาร และค่าเบี้ยประกันชีวิต
ที่ต้องแยกให้ออกคือ ค่าเช่าทรัพย์สินซึ่งอยู่ในข้อ 6 ของคำสั่งเดียวกันและมีอัตราหัก 5% เป็นคนละกรณีกับการเข้าพักโรงแรมตามปกติ การให้เช่าห้องระยะยาวหรือให้เช่าพื้นที่จึงอาจถูกมองต่างจากการขายห้องพักรายคืน
ข้อควรระวัง ข้อยกเว้นข้างต้นเขียนถ้อยคำว่า "ค่าบริการของโรงแรม" ที่พักที่ไม่ได้อยู่ในนิยามโรงแรม หรือกรณีที่สัญญาเขียนในลักษณะการเช่า อาจถูกตีความต่างออกไป ทางที่ปลอดภัยคือตรวจสอบกับผู้ทำบัญชีของที่พักก่อน แล้วอธิบายให้ฝ่ายบัญชีของลูกค้าเข้าใจตรงกันตั้งแต่ก่อนออกบิล ไม่ใช่ไปเถียงกันหลังเงินเข้า
อีกเรื่องที่ควรรู้คือ การจ่ายเงินผ่านระบบ e-Withholding Tax มีการลดอัตราภาษีหัก ณ ที่จ่ายลงเหลือ 1% ตามมาตรการที่กำหนดช่วงเวลาไว้ ถ้าลูกค้าใช้ระบบนี้ ตัวเลขที่ถูกหักจะต่างจากเดิม และในทุกกรณีที่ถูกหัก ที่พักต้องขอ หนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย เก็บไว้เพื่อใช้เป็นเครดิตตอนยื่นภาษีเงินได้ ไม่อย่างนั้นเท่ากับจ่ายภาษีซ้ำ
ภาษีและค่าธรรมเนียมอื่นที่ต้องรู้จัก
นอกจากสามเรื่องข้างต้น ยังมีรายการที่ที่พักมักไม่รู้จนกระทั่งถูกทวง
- ค่าธรรมเนียมบำรุงองค์การบริหารส่วนจังหวัดจากผู้พักในโรงแรม มีฐานมาจากพระราชบัญญัติองค์การบริหารส่วนจังหวัด พ.ศ. 2540 มาตรา 65 ประกอบกฎกระทรวงและข้อบัญญัติของ อบจ. แต่ละจังหวัด โดยกฎหมายกำหนดเพดานไว้ ไม่เกินร้อยละ 3 ของค่าเช่าห้องพัก ที่พักเป็นผู้เรียกเก็บจากผู้พักแล้วนำส่ง อัตราจริงและกำหนดเวลานำส่งต่างกันในแต่ละจังหวัด จึงต้องถาม อบจ. ในพื้นที่
- ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง สำหรับที่ดินและอาคารที่ใช้ประกอบกิจการ จัดเก็บโดยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น อัตราขึ้นกับประเภทการใช้ประโยชน์และมูลค่าทรัพย์สิน
- ภาษีเงินได้ ตามรูปแบบกิจการ ซึ่งต่างกันระหว่างการทำในนามบุคคลธรรมดากับนิติบุคคล และเป็นเรื่องที่ควรวางแผนกับผู้ทำบัญชีตั้งแต่ก่อนเปิดกิจการ
VAT คือเงินของรัฐที่คุณเก็บจากลูกค้าแทน ส่วนภาษีหัก ณ ที่จ่ายคือเงินของคุณที่ลูกค้าหักไว้แล้วนำส่งแทน สองอย่างนี้จึงบันทึกคนละช่องและมีเอกสารคนละใบ
วิธีจำที่ใช้ได้เสมอคือถามว่า "เงินก้อนนี้เป็นของใครตั้งแต่แรก" ถ้าเป็นเงินที่บวกเพิ่มจากลูกค้าเพื่อนำส่งรัฐ นั่นคือ VAT ถ้าเป็นเงินค่าห้องของเราที่ถูกกันไว้ส่วนหนึ่ง นั่นคือภาษีหัก ณ ที่จ่าย และต้องมีหนังสือรับรองกลับมาเสมอ
ข้อมูลนี้เป็นข้อมูลทั่วไป ไม่ใช่คำแนะนำทางภาษี อัตราภาษีมูลค่าเพิ่มที่ใช้อยู่เป็นอัตราที่ลดลงชั่วคราวและมีการต่ออายุเป็นช่วง ๆ ส่วนอัตราค่าธรรมเนียมท้องถิ่นและแนวปฏิบัติเรื่องภาษีหัก ณ ที่จ่ายขึ้นกับข้อเท็จจริงของแต่ละกิจการ ควรตรวจสอบฉบับล่าสุดกับกรมสรรพากรและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หรือปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านบัญชีภาษีก่อนนำไปใช้จริง
สรุป
VAT ขึ้นกับรายรับและต้องคิดจากมูลค่าทั้งหมดที่เรียกเก็บรวม service charge ส่วนภาษีหัก ณ ที่จ่ายเป็นเรื่องของลูกค้านิติบุคคลและมีข้อยกเว้นสำหรับค่าบริการของโรงแรมที่หลายคนไม่รู้ สิ่งที่ช่วยได้มากที่สุดคือแยกรายการบนบิลให้ชัดตั้งแต่ต้น อ่านต่อเรื่องการออกใบกำกับภาษีให้ถูกต้อง และการเก็บมัดจำ ซึ่งเป็นจุดที่ภาระภาษีเริ่มขึ้นก่อนแขกจะมาถึงเสียอีก