ข้ามไปเนื้อหา
เลือกใช้ระบบ

รับจองเอง เทียบกับ ขายผ่านตัวแทนจองออนไลน์ (OTA)

ตัวแทนจองออนไลน์ช่วยหาลูกค้าใหม่แต่มีค่าคอม 15-20% การรับจองเองเก็บยอดเต็มแต่ต้องหาลูกค้าเอง เทียบต้นทุน ความเสี่ยง และงานที่ต้องทำอย่างเป็นกลาง

คำถามนี้มักถูกตั้งเป็น "อันไหนดีกว่ากัน" ทั้งที่ในทางปฏิบัติ ที่พักส่วนใหญ่ใช้ทั้งสองทาง คำถามที่ตรงกว่าคือ "ควรพึ่งช่องทางไหนในสัดส่วนเท่าไหร่" เพราะแต่ละทางแลกกันคนละอย่าง ทางหนึ่งแลกเงินกับการหาลูกค้า อีกทางแลกเวลาและงานจัดการกับกำไรที่เก็บได้เต็ม

ภาพรวมการเปรียบเทียบ

ด้านขายผ่านตัวแทนจองออนไลน์รับจองเอง
ต้นทุนต่อการจองค่าคอม 15-20% ของยอดไม่มีค่าคอม มีต้นทุนการตลาดของตัวเอง
การหาลูกค้าใหม่แพลตฟอร์มพาคนมาให้ต้องสร้างเพจ รีวิว ลูกค้าเก่าเอง
ข้อมูลลูกค้าส่วนใหญ่อยู่กับแพลตฟอร์มเป็นของที่พักโดยตรง
การกำหนดเงื่อนไขตามนโยบายแพลตฟอร์มตั้งเงื่อนไขและราคาได้เอง
รอบเงินเข้าตามรอบจ่ายของแพลตฟอร์มรับเงินทันทีเมื่อโอนหรือวางมัดจำ
งานที่ต้องทำเองน้อยกว่าตอบแชต ยืนยันห้อง เก็บมัดจำ ออกบิล

ค่าคอม 15-20% แปลว่าอะไรเมื่อคิดเป็นเงิน

สมมติห้องราคา 1,500 บาทต่อคืน ขายได้เดือนละ 20 คืน เท่ากับยอดขาย 30,000 บาท ถ้าถูกหักค่าคอม 15% คือ 4,500 บาทต่อเดือน หรือ 54,000 บาทต่อปี ถ้ามีห้องแบบนี้ 10 ห้องและครึ่งหนึ่งของยอดมาจากตัวแทน ตัวเลขก็ขยายตามสัดส่วนนั้น

ตัวเลขนี้ไม่ใช่ "เงินที่เสียเปล่า" มันคือค่าหาลูกค้า ถ้าไม่มีแพลตฟอร์ม ห้องนั้นอาจว่างไปเลย คำถามที่ควรถามจึงไม่ใช่ "จะเลิกจ่ายค่าคอมได้ไหม" แต่คือ "การจองกี่เปอร์เซ็นต์ของเรามาจากลูกค้าที่รู้จักเราอยู่แล้ว และค่าคอมส่วนนั้นจำเป็นจริงหรือเปล่า"

ขายผ่านตัวแทนจองออนไลน์เหมาะกับใคร

  • ที่พักเปิดใหม่ที่ยังไม่มีรีวิวและยังไม่มีคนรู้จัก แพลตฟอร์มช่วยสร้างการมองเห็นได้เร็วกว่าทำเองมาก
  • ที่พักที่เจาะตลาดต่างชาติ ซึ่งเข้าถึงเองได้ยากทั้งเรื่องภาษาและช่องทาง
  • ช่วง low season ที่ต้องเติมห้องว่าง การได้ยอดพร้อมค่าคอมยังดีกว่าปล่อยห้องว่าง

แพลตฟอร์มเหล่านี้ลงทุนกับการตลาด ระบบชำระเงิน และความน่าเชื่อถือมามาก ค่าคอมคือราคาของสิ่งเหล่านั้น

รับจองเองเหมาะกับใคร

  • ที่พักที่มีลูกค้าประจำหรือกลุ่มที่กลับมาซ้ำ เช่น บ้านพักกลุ่ม ที่พักสำหรับสัมมนา ค่ายกิจกรรม
  • ที่พักที่ลูกค้าทัก LINE หรือ inbox เพจอยู่แล้วเป็นปกติ
  • ที่พักเฉพาะทางอย่างโฮมสเตย์ชุมชนหรือแคมป์ ที่ขายด้วยเรื่องเล่าและความสัมพันธ์มากกว่าการเทียบราคาในรายการค้นหา

ปัญหาแฝงของการรับจองเองที่ต้องแก้ก่อน

การรับจองเองไม่ได้แปลว่าไม่มีต้นทุน มันย้ายต้นทุนจากค่าคอมไปเป็นงานที่คุณต้องทำเอง และงานพวกนี้พลาดได้ง่ายเมื่อคนทักพร้อมกันหลายคน

  • ตอบแชตหลายห้องพร้อมกันจนจำไม่ได้ว่ารับใครไปแล้ว เกิด double booking
  • มัดจำเข้ามาเป็นสลิปกระจายในหลายแชต ต้องไล่กระทบยอดเอง
  • ต้องมาไล่พิมพ์ ใบกำกับภาษี ย้อนหลังเมื่อลูกค้าขอ
  • งานเอกสาร ตม.30 และทะเบียนผู้พัก ร.ร.4 ที่ต้องทำอยู่ดีไม่ว่าจะขายทางไหน

ทั้งหมดนี้แก้ได้ด้วยการมี "ที่เก็บความจริง" เพียงที่เดียว ไม่ใช่ด้วยการตอบแชตให้เร็วขึ้น

แนวทางที่ใช้ได้จริง ผสมกัน แล้วให้ปฏิทินมีที่เดียว

หลักการคือ "หนึ่งห้อง หนึ่งความจริง" ใช้ตัวแทนจองออนไลน์เป็นช่องทางหาลูกค้าใหม่ต่อไป แล้ววางแผนดึงลูกค้าให้กลับมาจองตรงในครั้งถัดไป เช่น ให้ส่วนลดลูกค้าเก่า แจ้งโปรโมชันทาง LINE หรือแนบนามบัตรพร้อม QR ตอนเช็คเอาท์ และไม่ว่าการจองจะมาจากทางไหน ให้บันทึกลงปฏิทินกลางเดียวกันเสมอ เพื่อให้ห้องว่างที่เห็นเป็นความจริงทั้งหมด

ตัวแทนจองออนไลน์ไม่ใช่ผู้ร้าย เป็นช่องทางที่ทำหน้าที่ของมันได้ดีและมีต้นทุนที่สมเหตุสมผลกับสิ่งที่ได้ การเลือกขึ้นกับว่าตอนนี้ที่พักของคุณขาดอะไรมากกว่ากัน ระหว่าง "คนรู้จัก" กับ "กำไรต่อการจอง" ถ้าขาดคนรู้จักให้ใช้ต่อ ถ้าลูกค้าทักมาเองอยู่แล้วแต่จัดการไม่ทัน ให้ลงทุนกับระบบจัดการฝั่งรับจองเองก่อน

สรุป

ตัวแทนจองออนไลน์ชนะเรื่องการหาลูกค้าใหม่ การรับจองเองชนะเรื่องกำไรต่อการจองและความเป็นเจ้าของข้อมูลลูกค้า ที่พักส่วนใหญ่ควรใช้ทั้งสองทาง โดยค่อย ๆ เพิ่มสัดส่วนการจองตรงเมื่อมีลูกค้าประจำมากขึ้น สิ่งที่ต้องมีตั้งแต่วันแรกคือปฏิทินห้องว่างกลางที่เชื่อถือได้ อ่านต่อเรื่องการรับจองผ่านแชต และวิธีป้องกันการจองซ้ำ หรือดูแพ็กเกจและราคา

ตัวเลขค่าคอมมิชชันเป็นช่วงที่พบทั่วไปในตลาด อัตราจริงต่างกันตามแพลตฟอร์มและเงื่อนไขสัญญาของแต่ละที่พัก