อ่านรายงาน occupancy ให้เป็น เพื่อตั้งราคาห้องให้ได้กำไร
occupancy rate สูงไม่ได้แปลว่ากำไรดีเสมอไป เรียนรู้วิธีอ่าน occupancy ควบคู่กับ ADR และ RevPAR เพื่อตั้งราคาห้องอย่างมีหลักการ
เจ้าของรีสอร์ทหลายคนภูมิใจเมื่อห้องเต็มทุกคืน แต่ห้องเต็มจากการลดราคาจนเกินไปอาจทำกำไรได้น้อยกว่าห้องที่ขายไม่เต็มแต่ราคาดี บทความนี้ช่วยให้คุณอ่านตัวเลขให้เป็น
occupancy rate บอกอะไร และไม่บอกอะไร
occupancy rate คือสัดส่วนห้องที่ขายได้เทียบกับห้องทั้งหมด เช่น มี 20 ห้อง ขายได้ 15 ห้อง เท่ากับ 75% ตัวเลขนี้บอกว่าคุณใช้ความจุได้คุ้มแค่ไหน
แต่สิ่งที่มันไม่บอกคือ "ขายได้ในราคาเท่าไร" ห้องเต็มที่ราคา 800 บาทอาจสร้างรายได้น้อยกว่าห้องที่ขายได้ 70% ที่ราคา 1,500 บาท
ต้องดูคู่กับ ADR และ RevPAR
- ADR คือราคาห้องเฉลี่ยต่อคืนที่ขายได้จริง บอกระดับราคาที่ลูกค้ายอมจ่าย
- RevPAR คือรายได้ต่อห้องที่พร้อมขาย รวมผลของทั้งราคาและอัตราการเข้าพักไว้ในตัวเลขเดียว
RevPAR คำนวณง่าย ๆ จาก ADR คูณกับ occupancy rate ดังตาราง
| สถานการณ์ | ADR | Occupancy | RevPAR |
|---|---|---|---|
| เน้นราคา | 1,500 | 70% | 1,050 |
| เน้นห้องเต็ม | 800 | 95% | 760 |
จะเห็นว่ากลยุทธ์เน้นราคาให้ RevPAR สูงกว่าทั้งที่ห้องไม่เต็ม
ใช้ตัวเลขตั้งราคาอย่างไร
- ดู RevPAR ย้อนหลังแยกตามช่วง เช่น วันธรรมดา วันหยุด และเทศกาล
- ช่วงที่ occupancy เต็มเร็วทุกครั้ง แปลว่าราคายังต่ำเกินไป ลองปรับขึ้นด้วย seasonal rate
- ช่วงที่ห้องว่างมาก ลองใช้ราคาส่งเสริมการขายเพื่อดัน occupancy โดยไม่ทำลายราคาช่วง high season
เป้าหมายไม่ใช่ occupancy 100% หรือ ADR สูงสุด แต่เป็น RevPAR ที่ดีที่สุดอย่างยั่งยืน โดยไม่ทำลายภาพราคาในระยะยาว
สรุป
ตัวเลขสามตัว occupancy, ADR และ RevPAR ต้องอ่านด้วยกันเสมอ ระบบที่สรุปรายงานเหล่านี้ให้อัตโนมัติช่วยให้ตัดสินใจตั้งราคาได้เร็วและมั่นใจขึ้น แทนการเดาจากความรู้สึก